แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สำนวนไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สำนวนไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568

ผีถึงป่าช้าไม่ฝังก็ต้องเผา คืออะไร

 

ผีถึงป่าช้าไม่ฝังก็ต้องเผา คืออะไร


ผีถึงป่าช้าไม่ฝังก็ต้องเผา หมายความว่า อะไร


ผีถึงป่าช้าไม่ฝังก็ต้องเผา หมายถึง เป็นสำนวนไทยที่หมายถึง ต้องยอมทำด้วยความจำใจ


สะท้อนความจำเป็นหรือความหลีกเลี่ยงไม่ได้ของบางสิ่ง คล้ายกับการพูดว่า “ถึงเวลาแล้วก็ต้องทำ”


เมื่อถึงจุดหนึ่งในชีวิตหรือสถานการณ์ ก็ต้องตัดสินใจตามความเหมาะสม “ไม่มีทางเลือกอื่น”


โดยเปรียบเปรยกับพิธีกรรมทางศาสนาเมื่อมีผู้เสียชีวิต เมื่อศพมาถึงป่าช้า 


ก็ต้องจัดการตามธรรมเนียม ไม่ฝังก็ต้องเผา


เป็นการยอมรับความจริงหรือความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้


ตัวอย่าง


งานนี้ถึงเวลาต้องเลือกแล้ว ผีถึงป่าช้า ไม่ฝังก็ต้องเผา


จะลาออกหรืออยู่ต่อ ต้องตัดสินใจแล้ว ผีถึงป่าช้าแล้วนะ


ใช้เปรียบเทียบกับสถานการณ์ที่ ถึงจุดที่ต้องตัดสินใจหรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง


โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ คล้ายกับการบอกว่า “ถึงเวลาแล้วก็ต้องทำ” หรือ “ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว”


“ผี” หมายถึงผู้เสียชีวิต หรือสิ่งที่ต้องจัดการ


“ป่าช้า” คือสถานที่สำหรับจัดพิธีศพ


“ไม่ฝังก็ต้องเผา” หมายถึงต้องเลือกวิธีจัดการ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง


สะท้อนความจริงของชีวิตว่า บางเรื่องไม่สามารถเลี่ยงได้


เตือนใจให้ กล้าตัดสินใจ เมื่อถึงเวลาสำคัญ


เป็นการยอมรับว่า การลังเลไม่ช่วยอะไรอีกต่อไป


ถือว่าเป็นสำนวนไทยที่ มีการใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในบริบทที่ต้องตัดสินใจเด็ดขาด


หรือเผชิญกับสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้


มักถูกใช้ในบทความ สื่อออนไลน์ และการสนทนาเพื่อสื่อถึง ความจำใจหรือไม่มีทางเลือก


มีการเปรียบเทียบกับสำนวนอื่นที่ใกล้เคียง เช่น “ตกกระไดพลอยโจน” หรือ “ปลาติดหลังแห”


เป็นสำนวนที่ คนไทยรู้จักดีและใช้บ่อย โดยเฉพาะในบทสนทนาเชิงเปรียบเปรย


มีความนิยมในระดับที่ถือว่าเป็น “สำนวนคลาสสิก” ที่ยังคงใช้ได้ในยุคปัจจุบัน


แม้จะไม่ใช่คำพูดที่ใช้ในชีวิตประจำวันบ่อยนัก แต่ก็ยังคงปรากฏ เป็นสำนวนที่คนไทยรู้จักดี


สำนวนไทยอื่น ๆ ที่ให้ความหมายใกล้เคียงกัน


ตกกระไดพลอยโจน  ถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องทำ แม้ไม่ตั้งใจ


ถึงลูกถึงคน  ต้องเผชิญหน้าแบบตรงไปตรงมา ไม่หลบเลี่ยง


น้ำถึงไหน ปลาก็ต้องว่ายถึงนั่น  ต้องไปตามสถานการณ์ ไม่สามารถหยุดได้


---  สำนวน สุภาษิต คำพังเพย หมวด ผ.ผึ้ง



+++


วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ตักบาตรอย่าถามพระ

 


ตักบาตรอย่าถามพระ 


สำนวนไทย “ตักบาตรอย่าถามพระ” มีความหมายลึกซึ้งและน่าคิดมากเลยครับ


ความหมาย

หมายถึง 


การจะให้สิ่งใดแก่ผู้ที่เต็มใจรับอยู่แล้ว ไม่ควรถามว่าอยากได้หรือไม่ 


เพราะการถามอาจทำให้ผู้รับรู้สึกเกรงใจหรืออึดอัดใจ ทั้งที่จริงเขายินดีรับอยู่แล้ว


ที่มาทางพุทธศาสนา

ในอดีต พระสงฆ์จะถือวินัยเคร่งครัด ไม่เลือกฉันอาหาร และไม่ควรให้พระต้องตัดสินใจ

หรือรู้สึกผิด เช่น ถามว่า “พรุ่งนี้จะฉันแกงไก่ไหม เดี๋ยวโยมจะเชือดถวาย” แบบนี้ถือว่าผิดหลัก 

เพราะพระไม่ควรเกี่ยวข้องกับการฆ่าสัตว์โดยเจาะจง.


ตัวอย่างการใช้

“ถ้าเธอจะช่วยเขาก็ช่วยไปเลย อย่ามัวแต่ถามว่าเขาอยากได้ไหม ตักบาตรอย่าถามพระน่ะ!”


แง่คิด

สำนวนนี้สอนให้เรารู้จัก ให้ด้วยใจ และ เข้าใจความเหมาะสม โดยไม่ต้องถามมากเกินไป

เมื่อรู้ว่าผู้รับต้องการหรือยินดีรับสิ่งนั้นอยู่แล้ว


สำนวน “ตักบาตรอย่าถามพระ” ถือว่าเป็นหนึ่งในสำนวนไทยที่ ยังคงได้รับความนิยม

และถูกใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งในชีวิตประจำวันและในงานเขียนหรือการพูดเพื่อสื่อสาร

แนวคิดเรื่องการให้โดยไม่ต้องถามมาก


สำนวนนี้มีความหมายลึกซึ้งและใช้ได้หลากหลายสถานการณ์

ฟังแล้วเข้าใจง่าย และมีภาพเปรียบเทียบชัดเจน

สื่อถึงวัฒนธรรมไทยที่เน้นความเกรงใจและการให้ด้วยใจ


สำนวนไทยที่มีความหมายใกล้เคียงกับ “ตักบาตรอย่าถามพระ” มักจะเน้นเรื่อง

การให้โดยไม่ต้องถามมาก หรือ การทำสิ่งดีโดยไม่ต้องรอคำอนุญาต


ให้ทานอย่าหวังผล การให้ควรทำด้วยใจ ไม่หวังสิ่งตอบแทน

ฆ่าควายอย่าเสียดายพริก ทำสิ่งใหญ่ไม่ควรตระหนี่ของเล็กน้อย

น้ำใจไมตรีมีค่ากว่าเงินทอง การให้ด้วยใจมีคุณค่ามากกว่าสิ่งของ

มือให้ย่อมสูงกว่ามือรับ ผู้ให้มีเกียรติและคุณธรรมมากกว่าผู้รับ


- สำนวน สุภาษิต คำพังเพย หมวด ต.เต่า


+++


วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี หมายถึง

 


กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี  หมายถึง


กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี  หมายถึง คำพังเพย สำนวนเก่า ใช้เพื่อเชิดชูคนดีมีความสามารถ 


ว่ามาช่วยกอบกู้ เสียสละ ช่วยเหลือตอนตกที่นั่งลำบาก ประหนึ่งว่า


กรุงศรีอยุธยาใกล้แตก หรือ โดนตีแตก ก็ยังมีคนดี คนที่มีความสามารถ


มากอบกู้มาช่วยเหลือ ใช้เปรียบเทียบ ผู้ที่เข้ามามีส่วนช่วย กอบกู้สถาการณ์


หรือช่วยเหลือในยามลำบาก ทั้งในระดับตัวบุคคล และระดับองค์กรณ์


หมวด ก.ไก่ 

กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี



กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี ตัวอย่างเช่น


 - เพลานี้พม่าเข้าตี มีเกลือเป็นหนอน คอยบอกข่าวข้อมูลภายในเมืองจนทำให้เมืองแตก


แต่ไม่นานนักพระเนเรศวร ก็รวบรวมกำลังพลเข้ากอบกู้เอกราชให้อยุธยาได้ นับว่า


กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดีอย่างแท้จริง



 - เกือบไปแล้ว เดดไลน์สุดท้ายก่อนจะโดนเข้าหนี้ยึดบริษัท ยังดีที่น้อง.. ไปเจรจางานทำให้ได้


เงินก้อนใหญ่เข้ามาบรรเทาหนี้ไปได้ นับว่ากรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดีอย่างแท้จริง นาทีสุดท้าย


ช่วยเราไว้ได้ ไม่เหมือนบางคนกินบนเรือน ขี้รดบนหลังคา บอกข้อมูลภายในเราจนทำให้คู่แข่ง


แย่งงานเอาเปรียบเราไปหมด 



 - มีคนกำลังจะถูกโกง แต่ดีนะที่คนหมู่บ้านเราไปช่วยเขาไว้ได้ ทำให้เขารอดจากการถูกเอาเปรียบ


สร้างชื่อเสียงให้หมุ่บ้านเราดังไปทั่วประเทศจริงๆ นี่แหละน่าในเรื่องร้ายๆ ก็ถือว่ากรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี


อย่างแท้จริง ส่วนไอคนที่กินเศษกินเลย พยายามจะโกงกินคนอื่นนั้น พอสอบไปสอบมามันแอบอ้าง


เป็นคนของหมู่บ้านเรานี่เองแล้วไปหลอก นักท่องเที่ยว ดีนะที่มีคนของเราช่วยไว้ได้


วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566

เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน หมายถึง

 



เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน หมายถึง


เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน

เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน,หมวด ก.ไก่,สุภาษิต ,สำนวนไทย ,เก็บเล็กผสมน้อย


เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน หมายถึง

เก็บเล็กผสมน้อย ค่อยๆก่อ ค่อยๆสร้าง 

ประกอบส่วนเล็กส่วนน้อย 

ค่อยๆสร้างขึ้นพยายามจนสำเร็จเป็นรูปร่างขึ้นมา


เช่น

1. อนาคตยังอีกยาวไกล อย่าใช้จ่ายเป็นกระเชอก้นรั่ว ค่อยๆเก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน ไปเรื่อยๆ 


2. ทำงานแข็งขัน เก็บเล็กเก็บน้อย สะสมไป เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน ถึงพอมีเงินไม่ทำตัวเป็นพวก

กระชังหน้าใหญ่ สุรุ่ยสุร่าย แล้วจะดีเอง


3. ออกมาอยู่คนเดียวทำบ้านเอง ค่อยๆเก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน ทำไปทีละนิด อย่าล้มอย่างน้อย

ก็ต้องยืนด้วยตัวเอง จนมีวันนี้ แต่อยู่ๆ เธอที่เคยทิ้งไปเพราะเราไม่มีอะไร ขอกลับมาตายรัง

ถึงจะอย่างนั้นเราก็ไม่เอาเธอแล้ว




วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

กระดี่ได้น้ำ หมายถึง

 


กระดี่ได้น้ำ หมายถึง

กระดี่ได้น้ำ หมายถึง  เป็นสำนวนที่ใช้ เปรียบเทียบคนที่แสดงอาการดีอกดีใจออกนอกหน้า 

หรือตื่นเต้นจนเห็นได้ชัดมีพฤติกรรมระริกระรี้กระหยิ่มดีใจจนเกินเหตุ


กระดี่ได้น้ำ หมายถึง


--


กระดี่ คือ ชื่อปลาน้ำจืด วงศ์เดียวกับปลาสลิดและปลาหมอไทย แต่มีขนาดเล็กกว่า  ปลาเล็ก

คล้ายปลาสลิด แต่ตัวเล็กกว่ามักใช้คำนี่อาจจะเสริมคำนี้ว่า ปลากระดี่ได้น้ำ ได้เช่นกัน 


ตัวอย่างการใช้คำว่า กระดี่ได้น้ำ


1. ไอหมอนั่นมันสามารถพิชิตใจ แม่กระดังงาลนไฟ คนแซ่บของบริษัทได้หวะ ดูท่ามันดิ ดีใจหยั่งกะ 

กระดี่ได้น้ำ ช่างน่าหมั่นไส้เหลือเกิน


2. นี่แหละหนา ตอนก่อนหน้าทำเขาไว้เยอะแถมยังดีใจเหมือนกระดี่ได้น้ำ เยาะเย้ยเขาไว้ สรุปตอนนี้

โดนเขาเอาคืน โดนเย้ยกลับ กงเกวียนกำเหวียน ของแท้ทำไรไว้ได้รับผลเช่นนั้น


3. ตอนบอกจะไปเห็นดีใจเหมือนปลากระดี่ได้น้ำ ไหงตอนนี้ไปไม่รอดกลับมาตายรัง หงอยเป็น

หมาหงอยเชียว


4. ควันหลงจากการที่เขาทำตัวเวอร์ หลังจากได้รับโปรเจ็คใหญ่ของลูกค้า ทั้งดีใจหยั่งกับปลา

กระดี่ได้น้ำ ทั้งทำตัวจองหอง ทั้งอวดไปทั่ว ตอนนี้กลายเป็นว่าคนหมั่นไส้กันทั้งบริษัทแล้ว 

ถ้าพลาดขึ้นมา น่าจะโดนยับแน่นอน





วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

กระดังงาลนไฟ สำนวนไทย หมายถึง

 


กระดังงาลนไฟ สำนวนไทย หมายถึง

กระดังงาลนไฟ สำนวนไทย หมายถึง


หญิงที่เคยมีสามี หรือผ่านการแต่งงาน การใช้ชีวิตคู่อย่างจริงจัง กับชายอื่นมาแล้ว มักจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ 


มีชั้นเชิงเหลี่ยมมารยาในทางการปรนนิบัติ เอาอกเอาใจ อ้อน พะเน้าพะนอ ต้องใจชายได้ดีกว่าหญิงที่ยัง 


ไม่เคยผ่านการแต่งงานหรือครองชีวิตคู่มาก่อน 

กระดังงาลนไฟ



กระดังงานั่นเป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมใช้เป็นตัวแทนของหญิงสาว เมื่อนำไปโดนไอร้อนของเปลวไฟ 


จะยิ่งหอมอบอวล กว่าเดิม เหมือนเปรียบว่าสาวที่ยังแรกแย้ม หอมหวานดั่งกระดังงาเช้าตรู่ 


แต่เมื่อผ่านประสบการณ์ชีวิต เป็นหญิงสาวเต็มวัย มีประสบการณ์ชีวิตคู่มาแล้ว ก็เหมือนกระดังงา 


ที่โดนความร้อน กลิ่นหอมรัญจวน ชวนคนหลงไหล



ตัวอย่างการใช้คำ กระดังงาลนไฟ


1. ที่เธอต้องมานั่งกินน้ำตาต่างข้าว ก็เพราะแฟนเธอไปหลง เสน่ห์สาวใหญ่ แม่กระดังงาลนไฟ 


คนนี้ได้ข่าวว่าไม่เบาเลยทีเดียว



2. ถึงฉันจะไม่สวยมากนัก แต่ให้เลือกระหว่างฉันที่เป็นดั่งกระดังงาลนไฟ กับ สาวน้อยเรียบๆคนนั้น 


ของมันเคยๆอยู่แล้วสุดท้ายดขาก็กลับมาตายรัง อยู่ดี



3. เห็นน้องสาวคนนี้รู้จักเอาอกเอาใจแบบนี้ ทั้งๆที่ยังไม่เคยมีแฟน ยังไม่เคยแต่งงานมาก่อน 


แต่เอาอกเอาใจเก่งเพราะอยู่ใกล้กับพี่เขาที่เคยแต่งงานเป็นสาวแซ่บของหมู่บ้าน ดั่งกับกระดังงาลนไฟ 


คงได้วิชามาไม่ใช่น้อยไม่ก็คงเข้ากับสุภาษิตจีน ที่ว่า ใกล้ชาดเปื้อนแดง ใกล้หมึกเปรอะดำ 


อยู่ใกล้สิ่งไหนก็จะได้รับอิทธิพล ต่างๆจากคนใกล้ตัว



วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

กบในกะลา (กบในกะลาครอบ )หมายถึง

 


กบในกะลา (กบในกะลาครอบ )หมายถึง

กบในกะลา (กบในกะลาครอบ )หมายถึง


กบในกะลาครอบ หมายถึง ผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์น้อย แต่สำคัญตัวผิดคิดว่า รู้มาก เก่งกาจ 

หรือจะพูดง่ายๆคือ คนโง่เขลา แต่คิดว่าตัวเองเก่งฉลาด มีความสามารถ รู้ดีไปหมด  โลกแคบ 


กบในกะลา (กบในกะลาครอบ )หมายถึง



**บางครั้ง อาจจะใช้แค่คำว่า กบในกะลา เพื่อความกระชับ แต่ความหมายเหมือนกัน


ตัวอย่างการใช้สำนวนหรือเหตุการณ์ กบในกะลาครอบ


1. เขาคนนั้นเข้ามา ทำงานได้ไม่นานบังไม่รู้จักงานดีพอพอเราสอนกลับเถียงว่าตนรู้ดี นี่มัน

                กบในกะลา ชัดๆ นี่แหละหนาควันหลงจากการรับพนักงานช่วงที่คนขาดมากๆโดยมอง

                ข้าม ความสามารถที่แท้จริง


2. นายอย่าไปคุยเรื่องฟุตบอลกะเขาเลย เขาคิดว่าทีมเขายิ่งใหญ่สุดๆแล้ว ขืนไปเปิดกะลา

                ให้คน กบในกะลาครอบแบบนี้ แสงส่องเข้าตา แล้วหงุดหงิดเสียหน้า เกิดอาการเลือดเข้าตา

                เถียงมั่วด่าไม่ยั้ง มันน่ารำคาญเปล่าๆ


3. พวกเขาเหล่านั้น นอกจากจะเป็นพวกไม่เข้ายาแล้ว ยังเป็นพวกกบในกะลาครอบอีก การศึกษา

                ประวัติศาสตร์จากบันทึก ต่างชาติ พงศาวดาร คำให้การ จารึกใบลาน หลักศิลาจารึก บันทึกจาก

                เอกสารชั้นต้นทั้งในและต่างประเทศ เขาศึกษามาอย่างดี แต่พวกเขาดันเชื่อรูปแกะบนกำแพง

                แล้วไม่ยอมรับเหตุผลอื่นๆเลย มันเกินเยียวยาแล้วนะ


4. คลับคล้ายคลับคลา ว่าเขาเป็นพวกยึดมั่นถือมั่น อะไรที่เก่าๆนะ อะไรที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว

                ว่าจริงไม่จริงเขาไม่สน เหมือนกบในกะลา อย่าไปยุ่งด้วยเลย


5. เจ๊ร้านข้าวกะเพราคนนี้อะ ได้ชื่อว่าเป็นคนอวดดี โลกแคบ กบในกะลาครอบ ทำรู้มาก 

                เก่งไปหมด ไม่สนใครทักท้วง แถมยังเป็นพวกปากเปราะเราะราย อีกต่างหาก ถ้าคิดจะไป

                กินร้านเจ๊นี่ เราว่าเธอควรทำใจในเหตุไม่คาดฝันล่วงหน้าหน่อยนะ




วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ หมายถึง

 


กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ หมายถึง

 กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ หมายถึง คำพังเพยเปรียบเทียบ คือ กว่าจะได้ผลดังประสงค์ ก็ต้องเสียอย่างใด

อย่างหนึ่งไป ไม่ทันการแล้วเปรียบเหมือนเอาถั่วกับงามาคั่วพร้อมกัน กว่าจะคั่วจนถั่วสุก งาก็จะไหม้หมด

ไปก่อน. เสียของไปแล้ว


กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ หมายถึง


ตัวอย่างการใช้คำ กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้


1. เธอมัวแต่ลังเลไม่ยอมตัดสินใจ อะไร คลับคล้ายคลับคลา ว่ายังเสียดายอะไรบางอย่างทำงี้ 

กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ ไปเสียก่อนแล้วไม่ทันท่วงที



2. ปัญหาแบบนี้ควรจะะต้องแก้อย่างรวดเร็ว นี่ยังมัวเก็บพวกไม่เข้ายาไว้ไม่ตัดสินใจโล๊ะออกซักที 

พอถึงว่า กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ หมดสร้างความเสียหายให้ตัวเองแท้ๆ



3. ทำอะไรเด็ดขาดจริงจังลงไปไม่ได้ปัญหาทุจริตแบบนี้ ถ้ามัวแต่ลูบหน้าปะจมูก กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้

 ไม่ทันการ หลักฐานหายหมด



4. การหาข้อมูลเยอะๆมันก็ดีอยู่หรอก แต่เธอเคยฟังคำนี้ไหมว่า มากหมอมากความ  ข้อมูลเยอะไปหมด

 กว่าจะตัดสินใจอะไรลงไปได้ กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ พอถึงตอนัน้นก็ต้องทำแบบรีบเร่งไม่ได้สุขุมใจเย็น

 เผลอๆรีบจนเลือดเข้าตา ลุยไปแบบไม่มีสติ สุดท้ายก็พังอยู่ดีจริงไหม




วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ใกล้ชาดเปื้อนแดง ใกล้หมึกเปรอะดำ หมายถึง

 



ใกล้ชาดเปื้อนแดง ใกล้หมึกเปรอะดำ 

ใกล้ชาดเปื้อนแดง ใกล้หมึกเปรอะดำ หมายถึง

ใกล้ชาดเปื้อนแดง ใกล้หมึกเปรอะดำ



ใกล้ชาดเปื้อนแดง ใกล้หมึกเปรอะดำ เป็นสำนวนจีน หมายถึง คนที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม

หรือสถานที่แบบไหน ใกล้กับสิ่งใด หรือภาวะ สิ่งแวดล้อมใดๆ ก็มักจะติดนิสัย ติดความคุ้นเคย 

ความเคยชินแบบนั้นมาด้วยเช่นกัน คลุกคลีกับบุคคลหรือสภาพแวดล้อมแบบใด ก็มักจะคุ้นชิน 

ติดนิสัยไปแบบนั้นๆ


ถ้าเทียบกับสำนวนไทยคงจะ ประมาณที่ว่า 


คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล


ใกล้ชาดเปื้อนแดง 


ชาด สีชาด  นั้น เป็นผงสีชนิดหนึ่งมีสีแดง ได้มาจากการถลุงแร่ซินนาบาร์  เวลาพูดว่า ใกล้ชาด 

จึงเปื้อนแดง


หมึก สมัยก่อน หมัก ที่ใช่กับพู้กันเขียนหนังสือของจีน นั้น เป็นสี ดำ ใกล้หมึก จึงเปรอะดำ นั่นเอง


ตัวอย่างเช่น 


1. ข้าได้สั่งให้บุตรชายขี้โรคนั้นไปฝากตัวฝึกทหารกับท่านแม่ทัพ กลับมามีท่าทีองอาจ 

น่าเกรงขามยิ่งนัก แต่ก็มีความโหดดุดัน จนบางครั้งคนที่บ้านยังครั้นคร้ามนี่สินะที่เรียกว่า 

ใกล้ชาดเปื้อนแดง ใกล้หมึกเปรอะดำ อย่างที่เขาว่า จากเด็กอ่อนแอ ขี้โรค อยู่ในกองทัพ 

กลายเป็นแม่ทัพหนุ่มที่ดุดัน โหด กระหายไปเสียได้



2.  อา : ข้าพูดอะไรเจ้าก็เถียงคำไม่ตกฟากตลอดใช้ได้ที่ไหนกัน วาจาแบบนี้มาจากไหน


  หลาน : ข้าก็ใกล้ชาดเปื้อนแดง แหละท่านอา


  อา : นี่เจ้า !!!



3. ตอนนี้ส่งลูกครึ่งอเมริกามาอยู่กับยายที่อีสาน ตอนนี้ลูกชายเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้ว 

กลายเป็นหนุ่มอีสาน นั่งจกข้าวเหนียว ส้มตำ หยองๆใกล้ชาดเปื้อนแดง ใกล้หมึกเปรอะดำ 

ได้ยายมันมาล้วนๆ 




*ถึงคำว่า เรียบร้อยโรงเรียนจีน จะ มีที่มามาจากเหตุการของ โรงเรียนจีนในไทย แต่ก็มักใช้กัน

ทั่วไปแพร่หลาย ส่วนใกล้ชาดเปื้อนแดง ใกล้หมึกเปรอะดำ นั้น ไม่ค่อยแพร่หลายมากนัก

แต่มักพบได้เป็นระยะในสำนวน หนังสือ นิยายจีน หรือในหนังจีน ซีรีย์จีน ที่พากย์ภาษาไทย 

ก็มีให้เห็นที่ผู้พากย์ใช้สำนวนนี้ อย่างในเรื่อง หาญท้าชะตาฟ้า ปริศนายุทธจักร ก็มีใช้ตอนที่

พระเอกแปลกใจที่ท่านอาตัวเองใช้คำนี้ ใกล้ชาดเปื้อนแดง ซึ่งพระเอกเข้าใจว่าเป็นคำที่ใช้ใน

ยุคของตน ไม่ใช่คำที่เกิดขึ้นในยุคนั้น 




วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

เรือใหญ่คับคลอง หมายถึง

 



เรือใหญ่คับคลอง


เรือใหญ่คับคลอง หมายถึง

เรือใหญ่คับคลอง


เรือใหญ่คับคลอง สำนวนนี้ หมายถึง เปรียบดั่งในอดีตคนเคยเป็นใหญ่เป็นโต มีอำนาจ

ทำนองหัวเรือใหญ่ รุ่งเรืองมาก่อน เมื่อหมดวาสนา อำนาจบารมี กลับจมไม่ลง เล็กไม่เป็น 

ทำตัวปกติธรรมดาทั่วไปไม่เป็นยังยึดติดกับวาสนาที่เคยมีมาครั้งก่อน จะให้ทำตัวปกติแบบ

สามัญชนคนธรรมดาทั่วไปยังทำไม่ได้ 




ตัวอย่างเช่น


1. คนผู้นี้เคยเป้นใหญ่เป็นโต ข้าราชการผู้ใหญ่ วันนึงหมดอำนาจวาสนา โดนเขาเขี่ยลงมา

ต้องมาทำงานธรรมดาไม่มีสง่าราศี พวกที่เคยประจบสอพลอก็หนีหาย เหมือนไม้ล้มเงาหาย 

ทีนึงแล้ว แต่ตัวแกยังทำตัวเอ้งอ้างใหญ่โตเหมือนดั่งในอดีตที่เคยมีคนนับหน้าถือตา


2. คนผู้นี้สมัยก่อนปี 40 วิกฤติต้มยำกุ้ง เป็นดั่งเรือใหญ่คับคลองร่ำรวยมีอำนาจมาก พอมาเจอ

ปัญหาปี40 แบบนี้เขาจะใช้ชีวิตธรรมดาหวาดหวั่นอดมื้อกินมื้อได้ไหม





วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล

 


คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล

คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล

คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล


คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล สุภาษิต หมายถึง


 การเลือกคบคนค้องพิจารณาให้ดี เลือกคบเพื่อนที่ดีต้องรู้จักเลือก คบคนพาลหรือคนชั่ว 

จะพาเราไปตกต่ำเสียหาย

คบคนดี หรือคนมีความรู้ จะนำพาเราไปสู่สิ่งที่เจริญและก้าวหน้า คล้ายกับสำนวนจีนที่ว่า 

ใกล้ชาดเปื้อนแดง ใกล้หมึกเปรอะดำ อยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหนย่อมคุ้นเคยได้รับอิทธิพล

จากสิ่งนั้นตามไปด้วยเหมือนใกล้ชาด ก็จะเปื้อนสีแดง ใกล้หมึกก็จะเปรอะสีดำ


คบคนพาล ก็จะพาเรื่องเดือดร้อนมาให้ ความซวยมีเข้ามาไม่หยุด นำแต่สิ่งที่ไม่ดีมาสู่ตัว

คบบัณทิต ก็จะพากันไปหาสิ่งที่เจริญ สิ่งดีๆ ก้าวหน้าต่อตัวเอง


ตัวอย่าง


1. เพื่อนแกแต่ละคน ไม่ขี้ขโมย ก็พวกนักเลงระรานชาวบ้าน ซักวันจะเจอดี โบราณเขาว่าไว้ว่า 

คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล ไม่รู้บ้างหรือไง ทำไมไม่ไป 

คบคุยกับคนดีๆ หรือถ้าไม่ใช่คนดีเลิศ ก็ไม่ใช่คนชั่วร้ายสร้างปัญหาให้คนอื่นเขาไปทั่วแบบนี้


2. ถ้าลูกติดเพื่อนแม่ไม่ว่า แต่อย่าตามเขาไปซะหมด จำไว้นะลูก คบคนพาล พาลพาไปหาผิด 

คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล เลือกคบเพื่อนที่ดีๆ คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ

จะคบใครให้พิจารณาเสียก่อน อย่าหลงไปคบหาเสียหมด


คนที่นิสัยดีๆ ไม่ใช่ไปหลงคำคนไม่ดี จะพาตัวเราเองลำบากไปด้วย ถ้าใหญ่ขึ้นก็พาครอบครัว

เดือดร้อนตามไปอีก




วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2565

ลูบหน้าปะจมูก หมายถึง

 


ลูบหน้าปะจมูก หมายถึง


  ลูบหน้าปะจมูก สำนวนนี้ หมายถึง   ทำอะไรเด็ดขาดจริงจังลงไปไม่ได้ เพราะเกรงว่าจะไป

กระทบกระเทือนพวกพ้องของตน สำนวนที่คล้ายคลึงกัน : เลือดข้นกว่าน้ำ ในแง่ว่าพวกเดียวกัน 

หยวนๆไป หรือพรรคพวกของตน ยอมดีกว่า ไม่อยากขัดแย้งจริงจังเด็ดขาด

ลูบหน้าปะจมูก


เช่น 


1. นายสั่งให้จัดการคนที่ทุจริตในบริษัท แต่เขากลับทำแบบลูบหน้าปะจมูกไปให้พ้นๆ ไม่จริงจัง 

เพราะเกรงว่าไปมีผลกระทบกับพวกของตัวเอง หรือไม่ก็พัวพันมาถึงตัว เหมือน หยิกเล็บเจ็บเนื้อ

ถ้าพวกตัวเองโดน เขาก็โดนไปด้วยอย่างนี้รึเปล่า


2. พวกเขาแถอ้าง ไปเรื่อย ขายผ้าเอาหน้ารอด ให้พ้นๆไป ตอนโดนลูกค้าติ ก็ทำเป็นรับรู้รับทราบ 

แบบลูบหน้าปะจมูก เพื่อไม่ให้ลูกค้าร้องเรียนไปที่เบื้องบน จนทำให้พวกตัวเองเดือดร้อน


3. วันนี้ที่ทำงานสั่งตรวจสอบพนักงาน เช็คสต็อกสินค้าซึ่งเป็นคนของตัวเองไม่สนใจว่าจะ

ลูบหน้าปะจมูก หรือไม่ แค่ต้องการความจริงและความซื่อสัตย์เท่านั้น 


เป็นสำนวนที่มักใช้เวลาถูกเลือกปฏิบัติ หรือโดนเอาเปรียบอย่างเช่น คนที่เราร้องเรียนเป็น

พวกเดียวกับ คนที่รับเรื่องร้องเรียน ก็จะเป็นแบบนั้นได้หรือ การแก้ปัญหาต่างๆ แบบขอไปที

ไม่จริงจัง ทำให้รู้ว่าทำแล้วแต่ไมได้ทำให้เด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการ โกงกิน การบริการที่ไม่ดี 

หรือการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ




วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2565

สิบเบี้ยใกล้มือ หมายถึง

 


สิบเบี้ยใกล้มือ หมายถึง

 สิบเบี้ยใกล้มือ หมายถึง  ของที่ควรได้เมื่อมาถึงตนก็รับเอาไว้ก่อน ของหรือเงินหรืองาน

แม้จะได้ผลตอบแทนไม่มาก แต่ได้แน่ๆ ก็ควรเอาไว้ก่อน ดีกว่าไปหวังพึ่งของที่ยังมาไม่ถึง

และไม่รู้จะได้มากน้อยเท่าไหร่ หรือได้รึเปล่า ถึงแม้จะเป็นของที่มีค่าน้อย หรือ ผลตอบแทน

ไม่มาก เมื่อมีโอกาสควรเอาไว้ก่อน ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

สิบเบี้ยใกล้มือ หมายถึง


ตัวอย่าง


1. ในเศรษฐกิจแบบนี้ ของที่ขายอยู่ตอนนี้แม้ไม่มากแต่ขายได้เรื่อย สิบเบี้ยใกล้มือ ควรเอา

ไว้ก่อนดีกว่าไมได้อะไรเลย สำนวนนี้ใช้ได้ในยามยาก


2. หุ้นตัวนี้กำลังทำกราฟทรงสวยขึ้นมา แต่อยู่ๆก็ถูกเทขายมากเกินกว่าแนวรับที่ตั้งไว้ แต่ยังพอ

มีกำไร แบบนี้ สิบเบี้ยใกล้มือควรทำการ Stop loss เก็บกำไรออกมาก่อน แล้วค่อยไปรับใหม่ตอน

มันทำทรงกราฟขาขึ้นอีกครั้ง ดีกว่าปล่อยมันไหลลงมาขาดทุน แล้วไม่ทำอะไรเลย


3.เห้ยงานนี้งานง่าย ได้เงินไว ถึงแม้จะไม่มากมายแบบงานใหญ่ที่รอเบิกช้า สิบเบี้ยใกล้มือ 

ยังไงก็เอาไว้ทำไปก่อน ดีกว่าไม่ใช่หรอ


4. การแข่งเทนนิสรายการนี้ เป็นโอกาสในการหาสปอนเซอร์มาสนับสนุน และเป็นรายการที่ไ

ม่ใหญ่มากเหมือนที่ตั้งใจจะเล่น แต่มันก็สิบเบี้ยใกล้มืออยู่นะ ในเมื่อยังไม่มีรายการไหนมาแทรก 

ก็ควรคว้าโอกาศไว้ ทัวร์ไม่ยากแบบนี้อาจได้เข้ารอบลึกไปถึงแชมป์แม้เงินรางวัลน้อยแต่ 

มีผู้เกี่ยวข้องในวงการดูเยอะอยู่


5. สถานการณ์ของบริษัท เราแบบนี้เหมือนหมาจนตรอก ต้องสู้ไม่ถอยเพื่อยังอยู่รอด งานอะไร

ที่เป็น สิบเบี้ยใกล้มือ แม้ไม่มากแต่ได้แน่ๆ ก็ควรเอาไว้ให้หมด เพื่อเพิ่มสภาพคล่องของบริษัท 

จะเลือกงานเอาแต่งานใหญ่ๆแบบเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว




วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2565

นกไร้ไม้โหด หมายถึง

 



นกไร้ไม้โหด หมายถึง


นกไร้ไม้โหด หมายถึง เมื่อเสื่อมอำนาจวาสนาลง คนที่จะมาฝากตัวหรือพึ่งพิงก็หนีหายไป

สำนวนเก่า ใช้เปรียบเทียบบุคคลที่สิ้นอำนาจวาสนา ไม่สามารถยัดยืนได้ดั่งเดิม ไม่สามารถ

ให้เป็นที่พึ่งพิงแก่คนอื่นได้อีกต่อไป จึงไม่มีใครเคารพ อ่อนน้อม นอบน้อมให้ 


นกไร้ไม้โหด หมายถึง


เช่น


1. เมื่อหมดวาสนาดั่งนกไร้ไม้โหด ผู้คนต่างไม่มีมาหา ไม่ไปมาหาสู่ มาให้ช่วยเหลือและใยดี


2. ตอนนี้ท่านขุน ดั่งไม้ที่ไร้ผล โดนอำนาจใหม่เข้าขัดขวางเป็นนกไร้ไม้้โหด ไม่มีใครมาพึ่งพิง

หรือให้ใช้สอย


3. ต้นไม้ที่ไม่มีใบย่อม ไม่มีนกมาเกาะฉันใด ก็เหมือนฉันที่ อำนาจวาสนาหมดไปไม่มีใครมา

เหลียวแลฉันนั้น ยังคงดีที่ไม่มีใครมาย่ำยี เหมือน ไม้ล้มเงาหาย คนที่คอยมาเอาใจ อาศัพไม่มี 

บางคนก็ฉลาดหัวใส รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหางเอาไปใจผู้ยิ่งใหญ่คนใหม่เพื่อประโยชน์ที่ดีที่สุด 

แบบนั้นก็ว่ากันไม่ได้ 


4. ถึงจะเป็น นกไร้ไม้โหด หรือ ไม้ล้มเงาหาย อย่างไร ก็มีข้าเก่าเต่าเลี้ยง* ที่อยู่พึ่งพิงช่วยเหลือกัน

มายามยาก




วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2565

เจ๊กตื่นไฟ คืออะไร หมายความว่า

 


เจ๊กตื่นไฟ คืออะไร หมายความว่า


เจ๊กตื่นไฟ แปลว่า ตื่นตกใจและเอะอะโวยวายเกินกว่าเหตุ


เจ๊ก คำเรียกคนจีน. 


อาการของคนที่ตื่นตระหนก ตกใจที่เกินไปมากกว่าเรื่องราวที่เป็น คำนี้เกี่ยวกับเรื่องจีนๆ อีกแล้ว

เหมือนคำว่า เรียบร้อยโรงเรียนจีน ก็มีที่มาจากคนจีนเฃ่นกัน ที่มาคำนี้ตจามข้อมูลมีที่มาจาก 

ชุมชนย่านสำเพ็ง ที่มีคนจีนหรือคนเชื้อสายจีนอาศัยอยู่มาก แทบจะทั้งโซนเลย พอที่ๆมีคนอาศัย

อยู่ด้วยกันจำนวนมาก ทำให้เกิดความแออัด จึงเกิดไฟไหม้  อัคคีภัยขึ้นบ่อยครั้ง อย่างที่คนสมัยนี้

ชอบเปรียบความวุ่นวาย โกลาหล กันว่า วุ่นวายเหมือนไฟไหม้สำเพ็ง หรือสำเพ็งไหม้ 


ด้วยความที่เป็นห้องแถวไม้แบบนั้นเวลามีไฟไหม้นั่น วุ่นวาย ตกใจโกลาหล กันวุ่นวายไปหมด 

ด้วยเพราะบ้านติดๆกันเป็นห้องเวลาไหม้ ก็จะวอดวายทั้งแถว ต้องอพยพกันวุ่นวาย ไปหมด 

คนจีนแถวนั้นจึงกลัวไฟไหม้ หรือเหตุที่จะก่อให้เกิดไฟไหม้กันมากจนแอบวิตกกันเลยทีเดียว 

คำนี้ มักพ้องมากับคำว่า เจ๊กตื่นไฟ ไทยตื่นข่าว ลาวตื่นยศ





วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2565

มากหมอมากความ

 


มากหมอมากความ

มากหมอมากความ หมายถึง



มากคนก็มากเรื่องเพราะมีความเห็นแตกต่างกันไป. เหมือนอารมณ์เราไปหาหมอ หลายๆคน 

อาจจะได้ความเห็นตรงกันแต่ รายละเอียดอาจจะแตกต่างกันไปอีก เหมือนแขนหักไปหาหมอ

ที่โรงพยาบาลเข้าเฝือก กับไปหาหมอบ้าน ดามไม้ไผ่ทาน้ำมัน 


คำนี้จะสื่อว่า เมื่อมากคนมากความ มากเหตุผล ย่อมมีความเห็นที่อตกต่างกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

เหมือนเราอาจจะหาความหมายของคำว่า ไม้ล้มเงาหาย ถามอีกคนอาจบอกอีกแบบ ถามอีกคน

ก็ตอบอีกอย่าง หรือเมื่อเราซื้อของแล้วเลือกไม่ได้เราให้หลายๆคนช่วยตัดสินใจ ว่าจะเลือก

แบบไหนยังไงดี พอหลายคนเข้าก็หลายเหตุผลไปอีก กลายเป็นมากหมอมากความ หรือ

คุณอยากถามปรัชญา กับ อาร์คิมิดีส ปโตเลมี หรือ อริสโตเติล เหล่ายอดคนก็จะมีเหตุผลให้

ถกกันอีกวุ่นวายมากมาย เลยทีเดียว อาจทำให้สับสนได้ 


  หรือเราทำงานกลุ่มแช้วต้องออกเสียงประชุมลงความเห็นกัน ก็ต้องมีบ้างมี่จะมีคนที่แบบมี

ความเห็นขัดแย้งแตกต่างกันไปอยู่เสมอ

เปรียบดั่ง  มากหมอมากความ




วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565

ไม้ล้มเงาหาย หมายถึง

 


ไม้ล้มเงาหาย หมายถึง

ไม้ล้มเงาหาย หมายถึง 


คนที่เคยยิ่งใหญ่ เด่นดังมีวาสนาบารมี เมื่อตกต่ำลง หรือ สูญสิ้นอำนาจบารมีผู้ที่มาพึ่งบารมีก็หายหน้าไป


เปรียบดั่งว่า คนที่คอยมาเอาอกเอาใจ คนที่มาพึ่งให้ช่วยนั้นก็หายหน้าไปไม่สนใจอีก 


 เช่น นาย.. เป็นผู้มีอำนาจ มีเงินเยอะมาก มาวันนึง โดนจับเพราะเรื่องบางอย่าง อาจจะผิดกฏหมาย หรือ


โดนกลั่นแกล้งจนตกต่ำ ผู้ที่เคยมาเอาใจ มาขอให้ช่วย มาพูดคุยติดต่อกัน ก็พาลหนีหาย


ไม่มาสนุกสนาน ไม่มาคุยเล่น ไม่สนใจอีก ตีตัวออกห่าง หลายคนจึงเข้ากับคำที่ว่า


รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง เมื่อคนๆนั้นหมดอำนาจ วาสนา หรือถ้าข้องเกี่ยวด้วย


อาจเกิดปัญหาในภายหลัง ก็เลี่ยงเสีย บางครั้งก็แค่หมดอำนาจไม่ได้มีปัญหา แต่แค่ไม่มีประโยชน์ต่อกัน


บางคนอาจจะถึงขนาดกับว่าให้ร้าย ถีบหัวส่ง ไม่ช่วยเหลือ ไม่ข้องแวะด้วย เลยก็อาจจะเป็นไปได้




วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

หาบสองบ่า อาสาสองเจ้า หมายถึง

 


หาบสองบ่า อาสาสองเจ้า หมายถึง


หาบสองบ่า อาสาสองเจ้า 


หาบสองบ่า อาสาสองเจ้า หมายถึง 

การทำงานเป็นลูกน้องให้กับเจ้านายคนนึงแล้ว แต่ก็ยังมารับเป็นลูกน้องให้กับนายอีกคนอีก

จึงไม่ควร ทำงานให้ สองนาย คล้ายๆกับ คำที่ว่า ข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย

คำนี้มาจากเรื่อง ราชาธิราช ชื่อในภาษาพม่า ยาซาดะริต อเยดอว์บอง เป็นชื่อของบันทึกเหตุการณ์พม่า 

ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยประวัติศาสตร์ของอาณาจักรหงสาวดีของชาวมอญ มีต้นเรื่องจากพงศาวดารมอญ

ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา เรื่องดำเนินไปว่า เมืองจีนนั้นยกทัพมาล้อมกรุงอังวะ ให้ส่งทหาร

รำทวนมาสู้กัน แบบตัวต่อตัว กับทหารเอกจากทางฝั่งจีน ถ้าอังวะแพ้ต้องยกเมืองให้ ถ้าจีนแพ้จะยกทัพ

กลับทันที พระเจ้ากรุงอังวะจึง หาคนอาสาไปรบกับทหารเอกของฝั่งจีน สมิงพระรามเห็นท่าว่าถ้าจีน

ชนะอังวะได้ ก็คงตียาวต่อไปจนถึงหงสาวดีของนายตน จึงกะจะตัดไฟแต่ต้นลมเสียตั้งแต่ที่นี่จึงอาสา

ขอเข้าไปดวลกับทหารเอกฝั่งจีน 


เนื้อหาเต็มๆๆไปหาอ่านจากในหนังสือหรือข้อมูลเพิ่มเติมในอินเตอร์เน็ตได้อีกที





วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

ข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย แปลว่า

 


ข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย


ข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย แปลว่า


 คนที่รับใช้เจ้านายสองคน แบบที่ว่าให้ร้ายนายเก่ายกย่องนายใหม่ ของตัวเอง อารมณ์คล้าย นกสองหัว


ตัวอย่างเช่น


 - นาย...ก่อนเคยรับใช้ท่าน.. แต่ตอนนี้ไม่เห็นหัวนายเก่าไปรับใช้คู่แข่งของนายตัวเอง ยกย่องเชิดชู

ให้ร้ายนายเก่าตัวเอง


 - นายคนนี้ทำงานกับเราแต่ดันไปแอบรับงานจากคู่แข่งเรามาทำด้วย นี่มันข้าสองเจ้าบ่าวสองนายชัดๆ


 - เพื่อเงินเขายอมหักหลังลูกพี่ตัวเอง ไปเข้าพวกกับฝั่งตรงข้ามมาทำร้ายเจ้านายเก่าตัวเอง


 - คนทรยศหักหลังแบบนี้ไปเข้ากับคนอื่นหันมาว่าร้ายเรามันเรียกนกสองหัว หรือข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย 

ถึงจะเหมาะกันแน่


 - หรือ ยกตัวอย่างคำพูดในแง่ปฎิเสธ ก็ได้ดังนี้ ** ตัวเรานั้นได้รับความเมตตาเอ็นดูจากเจ้านายเป็นอย่างดี

 ถ้าให้ผมทรยศหักหลัง ทำตัวเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย ผมคงทำไม่ได้ ต้องขอโทษด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ตีหมาดูเจ้าของหมาด้วย

 



ตีหมาให้ดูเจ้าของหมาด้วย


ตีหมาให้ดูเจ้าของหมาด้วย : ไม่ได้หมายความถึงการตีหมาจริงๆ แค่เป็นการเปรียบเทียบกัน

ว่าถ้าจะทำอะไรกับคนๆนี้ให้ดูหน้า ดูลูกพี่เขาด้วย ว่าเป็นใครยิ่งใหญ่แค่ไหน 

เหมือน A ทะเลาะกับ B กำลังจะทำร้าย A  ทาง C เลยมาเตือนว่า ตีหมาใหห้ดูเจ้าของด้วย

เพราะ A เป็นถึงคนของ ... ที่ใหญ่มาก ทีนี้ก็อยู่ที่ว่า ทาง B ตะเชื่อหรือสนใจไหม

อันนั้นก็อีกเรื่องนึง เพราะมีแววว่าถ้า บี โดนเอทำร้าย คนที่เป็นลูกพี่ ของบี

อาจจะทำให้เอ ตกที่นั่งลำบากได้ด้วยอำนาจของเขา 


ตีหมาให้ดูเจ้าของหมาด้วย มักใช้ในสถานะที่ใหญ่ๆจะดูกว้างมากกว่า เช่น ประเทศ เอ

จะโจมตีประเทศบี เลยมีคนเตือนว่า เอหนะลูกน้องคนสนิทของ สหรัญ มหาอำนาจของโลกเลยนะ

จะตีหมาให้ดูเจ้าของด้วย หรือบางทีเจ้าของหรือประเทศที่เป็นแบคให้นั่นแหละ

จะมาพูดเตือนด้วยตัวเอง ว่าอย่าทำลูกน้องฉันนะ ฉันเล่นงานแกแน่ อะไรทำนองนี้